ชวิกา's profile〖〗卐 ∮〓※∴▂▃▅▆█ 【】~M[i]LD•...PhotosBlogLists Tools Help

〖〗卐 ∮〓※∴▂▃▅▆█ 【】~M[i]LD•‘[S]pa[C]e~ 。๐oO○〖〗卐 ∮〓

" หากวันใดที่เทอท้อ ... ชั้นจะขออยู่เคียงข้างเทอเสมอ "

Windows Media Player

ชวิกา อิทธิชัยเจริญ

Occupation
Location
Photo 1 of 18
January 16

เพื่อนอ่ะ...เพื่อน

 
 
>>>เคยมั้ย?
 
 
 
                              สิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณมักพบเห็นได้ทั่วไปบนพื้นโลก มันไม่ใช่เรื่องแสนวิเศษเลิศเลอ
                อะไรมาก แต่เชื่อเถอะว่าถ้ามันหายไปจากชีวิตคุณ คุณคงแดดิ้นแน่นอน - -"
 
>>>>>>>>>>> เรื่องมันมีอยู่ว่า  สมมตินะคะสมมติ สมมติว่านี่คือ Friend ship และสมมติว่าฉันเขียนมัน และสมมติว่ามีใครเข้ามาอ่าน
               ฉันอยากให้คนที่อ่าน โปรดรับรู้ด้วยว่ามันมาจากใจจริงๆ
 
                           จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี และมันก้เลยมา 3 ปีและ ที่ฉันเข้ามาเรียนรู้ชีวิตเด็กม.ปลาย
               ทีเเรกที่เข้ามาก้ไม่ได้คิดไรมากหรอก คิดแค่ว่า " ผู้ชายห้องกุ หน้าตาเป็นไงวะ " สุดท้ายก็ต้องเสียใจที่หาดีไม่สักกะคน - - "
               แต่มันก้ไม่เลวร้ายซะทีเดียวหรอกนะ เพราะอารายอ่ะหรอก้เพราะว่าห้องเราอ่ะ สนิทกันโคตรเร็วเลย ( ไม่รู้ไปรู้จักกันแต่ชาติปางไหน )
               แต่มันดีนะดีมากๆเลยที่เราสนิทกันเราขนาดนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกว่าห้องเราเป็นอารายที่รักกันมาก แต่อยู่ไปอยู่มาทามมายชักแตกเป็น
               ก๊กๆหว่า นี่เรากำลังเรียน สามก๊กอยู่หรอ ก็ไม่ใช่ อีกสักพักจากสามก๊ก ก็กลายเป็น สี่กีก ห้าก๊ก และแตกไปอีกหลายกีก อารายกันนี่
               มันเกิดอาเภทอะไร มะเข้าจายยยยยยยยย!!!  แต่ก้อ่านะอยู่ๆกันมาได้ตลอดลอดฝั่งกันดี เอาหล่ะนอกเรื่องมากไป กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า
 
>>>>>>>>>>>  เพื่อนๆที่รักค่า......... อีกไม่กี่วันเราจะจากกันแบบไม่รู้เมื่อไหร่จะมาเจอกันอีกแล้วนะคะ ก่อนจะจากกันแบบสยดสยองนั้น
               เค้าก้อยากจะบอกอะไรให้พวกท่านได้รับทราบกันนะว่า "ขอบคุณ " ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณมากๆ
                                ขอบคุณอะไรก้ตามที่ทำให้เรามาเป็นเพื่อนกัน
                                ขอบคุณสำหรับคำพูดที่มีความหมาย ( สำหรับเค้า )
                                ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือที่มีให้กัน
                                ขอบคุณที่ทะเลาะกัน เพราะมันทำให้พวกเรารักกันมากขึ้น
                                ขอบคุณสำหรับความห่วงใยที่แสดงออกแบบงงๆ
                                ขอบคุณไอ้บาสที่คอยบ่นพวกเรา คอยด่าคนไม่ส่งงาน  และคอยจัดการเรื่องทุกอย่างในห้อง
                                             ไม่มีบาสพวกเราทุกคนคงจบชีวิตไปนานแล้ว(-/l\-) อยู่ปี1 ไม่มีบาสกุคงเหงา
                                ขอบคุณไอ้อ้วนที่คอยยั่วโมโหไอ้บาส ( หนุกหนานกุสุดๆ) และคอยเป็นแม่งานต่างๆ
                                ขอบคุณสีหราชที่เลี้ยงพิซซ่ากะไอศครีมกุ และสอนให้กุรู้จะกวิธีชิวิตเกย์มากขึ้น
                                ขอบคุณไอ้ไกดืที่คอย ขยันแกล้งกุ ใช้งาน เหยีบตีน และเรอใส่หู ถึงแม้กุจะบ่นเมิงมากไปแต่กุก้ดีใจที่สุดที่มีเมิงเคยแกล้ง
                                             ไม่มีเมิงกุคงคิดถึงกลิ่นกระเทียมเจียว
 
 
                            ( แค่นี้ก่อนนะเด๋วมาอัพใหม่ ขี้เกียจละ )
 
            
             
January 03

มูลค่าชีวิต!

อย่าหนีนะ  เด็กขี้ขโมย"
เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉัน กับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉัน ว่า "อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ" "ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ" ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายขงอชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกันและเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวาย ชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียวเสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอม จับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม


"
พี่หนอม มีไรหรอคะ" "ก็ X เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลยเงินก็ไม่จ่าย" พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้


"
ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ" แม่รีบตัดบทเพราะ เห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่


"
เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"

ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า


แม่ มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า "อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"

ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ "ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ" แม่ไม่ได้ตอบอะไร


แต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า "ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ" เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า "แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..." แม่มองหน้า เด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่งแล้วบอกว่า "ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไป ซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้าน เย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอาส้มไปฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย" แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป


หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที "ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนั้นด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ" แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะ ลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง" "แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่" ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า "แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า "แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า" "ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร" "แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่" "ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำล ังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"


แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า "จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไป เพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้" แล้วแม่ก็พูดต่อว่า "ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด" ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่อง ทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"


หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย


จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ


หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฎแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดแล้ว ฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณสามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนัก มาเกือบ 20 ปี เพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอม เปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่ วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อน มากๆจะได้หายเร็วๆหลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือนแม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว

ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมากพอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วนหากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้น ประสาททำให้เป็นอัมพาตได้


หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต


ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้วแม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรอ อย่ากังวลใจ อยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมากโอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมี ไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง


หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัดประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึง 1000 บาทเป็นค่าติด ต่อประสานงานเท่านั้น ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้บอก ไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ


ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้กับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบ เสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น


เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้


'
ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์

ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้

ค่าผ่าตัด 0 บาท

ค่ายาทั้งหมด 0 บาท

ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท

รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล.
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร

ความแตกต่างที่ไม่อาจแตกแยก

เราใส่นาฬิกามือซ้าย เพราะถนัดขวา ยกมือซ้ายขึ้นมาดูเวลาได้ง่าย

แต่ถึงมีนาฬิกาเราก็ชอบไปสายอยู่ดี  นาฬิกาก็แค่บอกเวลา...ไม่ได้ทำให้เราไปเร็วขึ้น

 

คิดดูแล้ว..หัวใจก็อยู่ทางซ้ายเหมือนกัน บางทีเราก็คิดนะ..ว่าอวัยวะที่มี 2 ชิ้น จะอยู่ข้างซ้ายและขวาอย่างเช่น แขน ขา ลูกตาทำนองนั้น

 

แล้วที่มีชิ้นเดียวก็แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของมัน อย่างเช่น จมูก สะดือ เหล่านี้ก็อยู่ตรงกลางประมาณนั้น

 แล้วทำไม หัวใจมันถึงเอียงซ้ายล่ะ??? บางทีเราก็คิดว่า ที่มันเป็นอย่างนั้นเพราะใครบางคนกำลังอยากจะเตือนให้เรารู้ว่า  หัวใจเราไม่หนักแน่นพอที่จะอยู่ตรงกลาง แล้วก็ไม่มีมากพอที่จะแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยเช่นกัน